จากไทยรัฐออนไลน์

วันจันทร์ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ.2552

ร้อนนี้พักเรื่องยุ่งๆที่กำลังวุ่นวาย แล้วหันมาคลายเครียดกับเทศกาลสงกรานต์ที่จัดอย่างครึกครื้นทั่วไทย ตามสโลแกน “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์” เพื่อเติมความสุขและความสนุกสนานให้ชีวิตกันดีกว่า ใครที่อยู่โยงเฝ้ากรุงเทพฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานครชวนเที่ยวงานมหาสงกรานต์ ไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง ระหว่างนี้ถึง 15 เม.ย. ประกอบด้วย วัดพระศรีรัตนศาสดาราม, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดชนะสงครามวรมหาวิหาร ซึ่งแต่ละวัดได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้สำหรับการทำบุญขอพรในเทศกาลสงกรานต์อย่างคึกคัก

ในส่วนของวัดชนะสงครามวรมหาวิหาร หนึ่งในสถานที่จัดงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ นางเยียรยง ไชยรัตน์ ผอ.ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร เผยว่า ได้จัดกิจกรรม “ไหว้พระขอพรตอนกลางคืน” ซึ่งต่างจากวัดอื่นๆ โดยเปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะขอพรพระถึงเวลา 21.00 น. ขณะเดียวกันภายในวัดยังได้จัดให้มีลานกิจกรรมสาธิตศิลปหัตถกรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีสงกรานต์ อาทิ การทำน้ำปรุงแป้งร่ำพวง การประดิษฐ์ดอกไม้แบบไทย การแกะสลักของอ่อน การแทงหยวก การสานปลาตะเพียนและการกวนกะละแม? นอกจากนี้? ในแต่ละวันยังมีการแสดงดนตรีไทยร่วมสมัยกับนาฏศิลป์ไทยทั้ง 4 ภาค การแสดงศิลปะต่อสู้ป้องกันตัว ฯลฯ ให้ชมกันด้วย ทั้งยังตกแต่งบรรยากาศในงานให้สอดคล้องกับประเพณี อาทิ การก่อเจดีย์ทรายรูปแบบต่างๆ จำลองชานบ้านเรือนไทยไว้เป็นที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยว จำลองบรรยากาศตลาดโบราณและจำหน่ายอาหารคาวหวานนานาชนิด

สำหรับประชาชนที่ไปไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง สามารถขอรับ “พาสปอร์ต ไหว้พระ 9 วัด” ได้ ณ จุดประชาสัมพันธ์ประจำวัดทุกวัด เมื่อประทับตราครบทั้ง 9 วัด ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลพระเลี่ยมทองจาก 9 พระอารามหลวงและรางวัลอื่นๆอีกมากมาย จากการท่อง เที่ยวแห่งประเทศไทย

วันที่ 24 เมษายน 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

หน้าร้อนนี้เที่ยวหมู่เกาะชมความงดงามของธรรมชาติ ชมทิวทัศน์ท้องทะเลในอ่าวไทย ให้ฉ่ำใจ ไปที่หมู่เกาะอ่างทอง ชายหาดสวยน้ำทะเลใส บรรยากาศสวรรค์กลางอ่าวไทย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 อยู่ห่างจากเกาะสมุยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 20 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 102 ตร.กม. หรือ 63,750 ไร่ เป็น  พื้นดินเพียง 50 ตารางกิโลเมตร นอกนั้นเป็น  พื้นน้ำ ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ

ด้วยระยะทางเพียง 80 กิโลเมตรจากอ่าวบ้านดอน ฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือระยะเวลาแล่นเรือเพียง 2 ชั่วโมงจากเกาะสมุย ก็ จะถึงอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งมีทัศนียภาพของหมู่เกาะหินปูนอันงดงามตระการตาที่สุดแห่งหนึ่งในท้องทะเลอ่าวไทย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ประกอบด้วยเกาะ น้อยใหญ่ 42 เกาะ เรียงรายแนวทิศเหนือ-ใต้    งดงามด้วยหินปูนยอดแหลมอยู่กลางท้องทะเล    สีมรกตสะอาดตา อีกทั้งมีความสมบูรณ์ของทรัพยากรใต้ท้องน้ำและป่าไม้บนเขาหินปูนกระจาย อยู่ตามแผ่นผาสีเทาอุทยานแห่งชาติแห่งนี้เป็น  แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการเดินทางสะดวก ระยะทางไม่ไกล และยังมีธรรมชาติบริสุทธิ์อยู่มาก ฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุดในการไปเยือนหมู่เกาะแห่งนี้คือช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม เกาะวัวตาหลับ

เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะอ่างทอง ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ เป็น   ที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ บริเวณอ่าวคา นอกจากนี้ยังมีจุดชมทิวทัศน์บนยอดเขาความสูงเฉลี่ยประมาณ 222 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพกว้างไกลของหมู่เกาะที่ผุด

ขึ้นจากทะเลสีมรกตสดใส เกาะแม่เกาะนับเป็นเกาะสำคัญและมีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะที่นี่มีความมหัศจรรย์ของ “ทะเลใน” ให้ชม ทะเลในมีสภาพ      เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ใจกลางเทือกเขาสูงชันล้อมรอบเป็นวงกลม โดยทะเลสาบกลางทะเลนี้มีเนื้อที่ถึง 41 ไร่ และมีอุโมงค์ใต้น้ำเชื่อมต่อกับท้องทะเลเปิดภายนอกด้วย เกาะสามเส้าเป็นจุดดำน้ำชมปะการังน้ำตื้นที่งดงามมาก ที่สำคัญมีสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่ยื่นโค้งลงไปในทะเลอย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีเกาะวัวกันตัง เกาะหินดับ เกาะท้ายเพลา ฯลฯ ที่มีปะการังและหมู่ปลาทะเลหลากสีแหวกว่ายอยู่ใต้ท้องน้ำ นับเป็นหมู่เกาะที่มีเสน่ห์น่าประทับใจในบรรยากาศของท้องทะเลอย่างแท้จริง

นายสาธิต ตันติกฤตยา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าอุทยานหมู่เกาะอ่างทอง กล่าวว่าได้จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชมความงามของรอบหมู่เกาะอ่างทอง และชมภายในอุทยาน สถานที่ท่องเที่ยวแบบนิเวศเชิงอนุรักษ์ ภายในอุทยานนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น ค่างแว่น ที่ลงจากภูเขา มาเล่นในสถานที่หน้าที่ทำการอุทยานเพื่อให้   นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิด พร้อมกันนี้ทางรัฐบาล  ยังได้กำหนดลดหย่อนภาษีค่าขึ้นเกาะสำหรับ  นักท่องเที่ยว 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ต้องการพักผ่อน ในช่วงไฮซีซั่น และที่ชอบบรรยากาศเงียบสงบ ชม  พระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และเล่นน้ำทะเล

สัมผัสบนชายหาดที่สวยงามในตอนเย็น ขณะเดียวกัน ทางอุทยานยังมีการให้บริการร้านอาหาร “ชื่อร้านสวัสดิการของอุทยาน” ไว้รองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 400 ที่นั่ง มีกุ๊กและพนักงานไว้คอยอำนวยความสะดวก และตกกลางคืน ทางอุทยานได้จัดที่พักแบบห้องพักไว้สำหรับนักท่องเที่ยวจำนวน 20 ห้อง รองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 200-300 คน หรือนักท่องเที่ยวจะ พักผ่อนแบบธรรมชาติ เราก็มีเต็นท์คลุมไว้บริการจำนวน 50 หลัง สามารถ อยู่รวมกันได้กว่า 100 คน ซึ่งบรรยากาศการพักผ่อนแบบธรรมชาติกลางอ่าวไทยแบบนี้คงหาได้ยากในช่วงไฮซีซั่นบนหมู่เกาะอ่างทอง ในอำเภอเกาะสมุย เพราะปกติทุกวันทางบริษัททัวร์นำเที่ยวต่าง ๆ จากเกาะสมุย และเกาะพะงัน จะนำนักท่องเที่ยวแบบไปเช้ากลับเย็น และไม่ค่อยได้มา    พักผ่อนแบบค้างคืน ซึ่งรับรองได้ว่าการพักผ่อนแบบธรรมชาติในอุทยาน หมู่เกาะอ่างทอง ของนักท่องเที่ยวจะตราตรึงฝังใจกับการพักผ่อนแบบ   อัธยาศัยไปอีกนานแสนนาน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองกล่าว

ขณะที่ นายเรืองนาม ใจกว้าง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ฝั่งตะวันออก กล่าวว่า ตอนนี้ทางสมาคมต่าง ๆ ยังได้ร่วมกันส่งเสริม   การท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทย สำหรับคนไทยที่ชื่นชอบธรรมชาติการพัก  ผ่อนในด้านอ่าวไทย หลังเกิดเหตุการณ์วิกฤติ แฮมเบอร์เกอร์ที่ทำให้วิกฤติการท่องเที่ยวทรุดลุกลามไปทั่วโลก และส่งผลกระทบกับการท่อง เที่ยวโดยรวมของเกาะสมุย ดังนั้นทางนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ฝั่งตะวันออก จึงได้ร่วมกับสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย และชมรมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเกาะสมุย ได้จัดทำตลาดไทยเที่ยวไทย ลดเปอร์เซ็นต์ห้องพักประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงไฮซีซั่น แบบที่ไม่เคยมีการลดราคาห้องพักในช่วงไฮซีซั่นมาก่อน พร้อมทั้งส่งเสริมรณรงค์การท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ธรรมชาติในหมู่เกาะต่าง ๆ ในเกาะสมุย เช่น อุทยานหมู่เกาะอ่างทอง ที่ยังมีสภาพของความเป็นธรรมชาติ 100% เพื่อเพิ่มศักยภาพในการท่องเที่ยวแบบหลากหลายรูปแบบอีกด้วย

ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ในการเดินทาง ติดต่อประสานได้ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง โทรศัพท์ 0-7728-0222 หรือที่อีเมล www:// dnp.go.th

เชิดชาย  ทวีเมือง

วันที่ 1 เมษายน 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นายสำราญ รักชาติ อธิบดีกรมทรัพยาการทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันอุทยานหิ่งห้อยในศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลนแม่น้ำเวฬุ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแหล่งหนึ่งของจังหวัดจันทบุรีที่ได้รับความสนใจและกล่าวถึงจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่เที่ยวชมหิ่งห้อยซึ่งมีความสมบูรณ์สวยงามแล้ว อุทยานดังกล่าวยังตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลนผืนใหญ่กว่า 5 หมื่นไร่ที่มีความสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้และทรัพยากรสัตว์น้ำที่หลากหลาย ดังนั้นเพื่อสนับสนุนให้อุทยานหิ่งห้อยแม่น้ำเวฬุเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น กรมฯ จึงเตรียมหารือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่าในพื้นที่ (รสทป.) จัดกิจกรรมกลางแจ้งที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ อาทิ เส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ  การปลูกป่า ขี่จักรยาน และพายเรือแคนู ตลอดจนจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวชมหิ่งห้อยให้มีความปลอดภัย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวได้มีกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

นายสำราญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนแผนงานระยะยาว กรมฯ เตรียมผลักดันให้ศูนย์เรียนรู้ป่าชายเลนแม่น้ำเวฬุเป็นศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่ประสบปัญหาป่าชายเสื่อมโทรมได้มาเรียนรู้และนำไปปรับปรุงแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนต่อไป ขณะเดียวกันกรมฯ ยังมีแผนที่จะสร้างเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มาเรียนรู้และทำงานร่วมกับราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่าในพื้นที่ (รสทป.) ในเรื่องการเฝ้าระวัง และอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการวางแผนการใช้ประโยชน์ จากพันธุ์ไม้และทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต.

19 ก.พ. 52 จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เศรษฐกิจซบเซาไปทั่วโลก ถ้าไม่กินไม่ใช้จ่ายก็ยิ่งฝืดเคืองไปทั้งระบบ!! ธนาคารไทยพาณิชย์ ฉลองครบรอบ

102 ปีการก่อตั้ง โดยจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนคนไทยเที่ยวเมืองไทย ในงาน “Travel Fair 102 ที่เที่ยวออกรส ระหว่างวันที่ 20-22 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคัก

ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ เล่าถึงที่มาของโครงการดีๆล่าสุดว่างานนี้จัดขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ภายในงานได้จำลองบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยว6 เส้นทางพิเศษ จากหนังสือ “102 ที่เที่ยวออกรส ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์จัดทำขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 102 ปี การก่อตั้ง โดยแบ่งเส้นทางท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ มีตั้งแต่เส้นทางท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว ชวนผจญภัยไปกับสวนสัตว์เขาเขียว จ.ชลบุรี, เส้นทางโรแมนติก พาไปชมสายหมอกที่ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย, เส้นทางธรรมชาติ ชมดอกไม้และใกล้ชิดผืนป่าที่ภูฝอยลม จ.อุดรธานี, เส้นทางเทศกาลและประเพณี ตื่นตาตื่นใจไปกับประเพณีแห่ผีตาโขน เอกลักษณ์สร้างชื่อประจำ จ.เลย, เส้นทางออมบุญ เที่ยวไปทำบุญไปที่วัดร่องขุน จ.เชียงราย นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางวัฒนธรรมรอให้ไปสัมผัสอีกมากมาย มางานนี้งานเดียว ไม่ได้มีแต่เฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆน่าประทับใจ แต่ยังรวบรวมแหล่งกินแหล่งช็อป พร้อมแพ็กเกจที่พักในราคาพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศ ส่วนใครที่นิยมเดินทางด้วยเครื่องบิน ก็มีตั๋วราคาพิเศษไว้ให้บริการเช่นกันและพิเศษสุดๆคือ ภายในงานจะมีกิจกรรมสนุกๆให้ลุ้นรางวัล 102 ผู้โชคดี เพื่อรับสิทธิ์ซื้อแพ็กเกจที่พัก และตั๋วเครื่องบินในราคาเพียง 102 บาท โอ้โห!! ได้เที่ยวที่สวยๆ ในราคาประหยัดขนาดนี้ ไม่ไปคงเสียดายแย่เลย!!

ในงานนี้ เฉพาะลูกค้าไทยพาณิชย์ ยังมีหนังสือ “102 ที่เที่ยวออกรสไว้รอแจกฟรี หรือติดต่อขอรับได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ SCB Call Center โทร. 0-2777-7777.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คนรักธรรมชาติ ชอบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไม่ควรพลาด สัปดาห์นี้ “เดลินิวส์ ไกด์” และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี จะพาไปจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก แต่ภายในจังหวัดมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย

สถานที่แรก ‘หุบป่าตาด’ ถือได้ว่าเป็น Unseen Thailand ของจังหวัดอุทัยธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอลานสัก เป็นสถานที่ที่ปกคลุมไปด้วยพันธุ์ไม้หลายยุค เป็นป่าดึกดำบรรพ์ที่โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูน มีต้นตาดซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ยุคดึกดำบรรพ์ขึ้นอยู่หนาแน่น หลากหลายไปด้วยสัตว์ป่าหายาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินเยี่ยมชม และเรียนรู้ถึงพันธุ์ไม้ต่างๆ ได้

หลังจากนั้น เดินทางต่อไปยัง ‘ถ้ำพุหวาย’ ถ้ำขนาดใหญ่ในวนอุทยานถ้ำเขาวง ภายในถ้ำ มีหินงอก หินย้อย รูปร่างแปลกตาสวยงาม จัดว่าเป็นถ้ำที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีค้างคาวพันธุ์ที่หายากอาศัยอยู่ประมาณ 9 ชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเดินป่าศึกษาธรรมชาติ มีเส้นทางเดินป่าตลอดเส้นทาง แถมภายในถ้ำยังไม่ร้อนและไม่มีกลิ่นเหม็นของขี้ค้างคาวอีกด้วย

เดินทางต่อไปอีกไม่ไกลเป็น ‘ธรรมสถาน ถ้ำเขาวง’ สถานที่ปฏิบัติธรรมบนเชิงเขา มีลักษณะเป็นศาลาทรงไทยประยุกต์ 4 ชั้น สวยงาม ออกแบบสร้างตามสถาปัตยกรรมไทย ตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ด้านหลังมีทางขึ้นไปสู่ถ้ำ 8 แห่ง ด้านหน้ามีสระน้ำขนาดใหญ่ มีปลาหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่นับร้อย นับว่าเหมาะกับผู้ที่ต้องการมาปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง

มาถึงจังหวัดอุทัยธานีทั้งที่ก็ต้องแวะไหว้ พระพุทธรูปขนาดใหญ่นามว่า ‘หลวงพ่อโต’ที่ ‘วัดผาทั่ง’ กัน ซึ่ง ‘หลวงพ่อโต’นี้ สร้างโดยแรงศรัทธาของคณะศิษย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ด้านหลังขององค์หลวงพ่อโต มีต้นสาละที่ปลูกไว้ สูงราว 3-4 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นองค์พระได้ในระยะไกล

สำหรับสถานที่สุดท้ายต้องไปผ่อนคลายกันที่ ‘น้ำตกผาร่มเย็น’ มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันประมาณ 100 เมตร น้ำตกที่ไหลผ่านต้นเฟิร์นและมอสสีเขียวลงมากระทบหน้าผาเหมือนเป็นสายฝนบางๆ บริเวณรอบ ๆ อุดมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ มองดูสวยงามสบายตา แต่กว่าจะได้เห็นน้ำตกที่สวยงามขนาดนี้ ก็ต้องมีการผ่านอุปสรรคกันนิดหน่อย โดยการปีนขึ้นเขาผ่านก้อนหินทั้งใหญ่และเล็กผ่านน้ำตกสายน้อย ๆ หลายสาย เพื่อจะได้ดูน้ำตกที่สวยงาม ทั้งนี้และทั้งนั้น นักท่องเที่ยวควรระวังในการปีนป่ายสักนิด เดี๋ยวจะเจ็บตัวก่อนที่จะได้ดูน้ำตกกัน

ในแต่ละสถานที่ก็มีความหมาย และความสวยงามต่างกันไป ซึ่งล้วนแล้วแต่รอให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชม.

Pigcolorpink

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า นายชาติชาย    พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้กรมวิชาการเร่งพัฒนาและส่งเสริมศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตและศูนย์วิจัยพืชสวนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้ง 15 แห่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เข้มแข็ง พร้อมรับนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศและนโยบายด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลตลอดจนช่วยสร้างรายได้กับชุมชนรอบศูนย์วิจัยและพัฒนา ในขณะเดียวกันหากมีการประเมินและพบว่าศูนย์วิจัยและพัฒนาแหล่งใดมีศักยภาพอย่างเต็มที่ กรมฯ จะจัดสรรงบประมาณเพื่อ พัฒนาศูนย์ฯ ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดย เฉพาะศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ตามจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และเลย เป็นต้น ที่มักมีนักท่องเที่ยวนิยมไปท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวเป็นจำนวนมาก ส่วนพื้นที่ใดที่ยังไม่สามารถพัฒนาได้ก็อาจจะต้องปรับลดบทบาทในด้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรลง หันไปเน้นงานด้านการวิจัยและพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่นั้นต่อไป

สำหรับ ศูนย์ฯ ทั้ง 15 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง, แม่จอน หลวง) ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบูรณ์ (เขาค้อ) ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเชียงราย (วาวี) ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตกระบี่ ศูนย์บริการวิชาการด้าน พืชและปัจจัยการผลิตภูเก็ต ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและ ปัจจัยการผลิตตาก ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเลย (ภูเรือ) ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตสุราษฎร์ธานี ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตหนองคาย ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตแม่ฮ่องสอน ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเชียงใหม่ (ฝาง) ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม และต้องการจองที่พักล่วงหน้าสามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มบริการศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-4757 หรือ 0-2579-0583 ต่อ 126.

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
“บ้านเราขายเป็นกิโล ขายเป็นหวี แต่ที่ญี่ปุ่นเขาจะขายเป็นลูก อย่างมังคุดลูกละ 220 เยน กล้วยหอมทองลูกละ 320 เยน คิดเป็นเงินไทยลูกละเกือบร้อย แล้วคนญี่ปุ่นชอบผลไม้ไทยมาก ขณะที่การนำเข้าผลไม้ประเทศเขาค่อยข้างลำบาก เพราะการเข้มงวดในการตรวจสอบ

“ทำไมเราไม่ทำตลาดท่องเที่ยวเชิงเกษตรล่ะ พาเที่ยวสวนผลไม้ เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้ทั้งเงินตราเข้าประเทศและการได้ทานผลไม้สด ๆ จากสวน  ถ้าเขารู้ว่าตรงไหนดีน่าสนใจก็จะบอกกันปากต่อปาก เพราะคนญี่ปุ่นการสื่อสารเขาเร็วมาก ยิ่งตอนนี้รัฐมนตรีเกษตรและรัฐมนตรีท่องเที่ยวมาจากพรรคเดียวกันก็น่าจะง่ายในเรื่องการประสานงานด้านนโยบาย”

ความเห็นของ”พิมใจ มัตสึโมโต” กรรมการผู้จัดการบริษัท พี.เค.สยาม จำกัด  ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกผักและผลไม้ไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นเผยถึงแนวทางการแก้วิกฤติการท่องเที่ยวไทยที่อยู่ภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบนับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา

ทีมงาน”ท่องโลกเกษตร”มีโอกาสสนทนากับผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)”สรรเสริญ เงารังษี”ถึงความเป็นไปได้ในประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับว่า จากข้อมูลตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยในปี 2550 ที่ผ่านมาพบว่า เป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจำนวน 1,248,700 คน มากเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศทั้งหมดที่เดินทางมาประเทศไทยและยังทำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงถึง 42,545.88 ล้านบาท

ดังนั้นททท.จึงให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในกลุ่มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้าน ตามนโยบายของฯพณฯวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯและผู้บริหารระดับสูงของททท.

“จากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมงาน จาต้า เวิลด์ เทรเวล แฟร์ 2008(JATA World Traval Fair 2008) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมา ทางททท.ได้จัดให้มีการพบปะกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นเพื่อให้ข้อมูลและสร้างความมั่นใจต่อความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น”

ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออกย้ำด้วยว่านอกจากนั้นแล้วยังได้ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ในปี 2552 โดยเฉพาะการเปิดตัวปี Visit Thailand Year 2009 ในวันที่ 8 ตุลาคม 2551ที่จะถึงนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งททท.ได้เชิญผู้ประกอบการนำเที่ยวและสื่อมวลชนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกเข้าร่วมงานอีกด้วย  โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญของประเทศไทย

สอดรับมุมมองของ”จรัญ อ้นมี” ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวประจำโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นที่ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการพานักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเที่ยวชมสวนผลไม้ ได้รับประทานผลไม้สด ๆ จากสวน รวมถึงชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนไทย โดยอาจจะเน้นพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯก่อนเพื่อสะดวกในเรื่องของการเดินทาง

“ตอนนี้กำลังเตรียมแผนงานกันอยู่ว่าจะใช้เส้นทางไหนบ้าง แต่คงไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวช่วงสั้น ๆ 3-5 วัน เบื้องต้นน่าจะเป็นแถวจังหวัดทางภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี เพราะมีสวนผลไม้เยอะแล้งก็ใกล้พัทยาด้วย หรือไม่ก็มาทางแถบราชบุรี เพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองส่งไปขายญี่ปุ่น ช่วงแรกอาจจะร่วมกับทางสำนักงานกรุงเทพฯเพื่อเป็นการนำร่องก่อน”จรัญเผย

ผอ.สำนักงานการท่องเที่ยวประจำโอซาก้า ยอมรับว่าแม้สถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราจะได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่น แต่สิ่งที่พวกเขากังวลก็คือในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งถ้าสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ เพิ่มความมั่นใจให้กับพวกเขาเชื่อว่าคนญี่ปุ่นจะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น

“คนญี่ปุ่นชอบความสะดวกสบาย แพงไม่ว่าแต่ขอให้สะดวกสบาย มีความปลอดภัยสูง ผลไม้ก็ต้องปลอดสารเคมี คนญี่ปุ่นจะให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพมาก ถ้าเราทำในสิ่งเหล่านี้ได้ การเชิญชวนให้คนญี่ญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะคนญี่ปุ่นชอบเมืองไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”จรัญกล่าวย้ำ

ด้าน เยียรยง ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสำนักงานกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯและ 5 จังหวัดในเขตปริมณฑลกล่าวเสริมว่า พื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นโครงการนำร่องท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงวัฒนธรรม อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้เดินทางมาเที่ยวในช่วงเวลาสั้น ๆ 3-5 วัน โดย 1-2 วันแรกจะเที่ยวชมสถานที่สำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ ก่อนจะพาไปสัมผัส ลิ้มรสชาติผลไม้สด ๆ จากสวนในช่วง 1-2 วันสุดท้ายก่อนกลับ ซึ่งมีอยู่มากมายใกล้กรุงเทพฯหรือไม่ก็ชมวิถีชีวิตคนริมน้ำเจ้าพระยา สัมผัสแสงระยิบระยับของหิ้งห้อยยามค่ำคืน เป็นต้น

นับเป็นอีกก้าวของการท่องเที่ยวไทยที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้น โดยการชูแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้พากเขาได้รับรู้ถึงต้นน้ำภาคการผลิตก่อนถึงมือผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันผลไม้ไทยได้รับการต้อนรับจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

******************************

บายไลน์ – สุรัตน์ อัตตะ

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก


“ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย” เป็นคำขวัญประจำ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม แต่แท้จริงแล้วของดีเมืองนครชัยศรีไม่ได้มีแค่นี้ เพราะถ้าขับรถจากเมืองกรุงไปบนถนนบรมราชชนนีเข้าสู่ถนนเพชรเกษม

ไม่กี่สิบกิโลเมตรก็จะถึงแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของที่นี่แล้ว

แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อแห่งนี้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย” ซึ่งหลายท่านอาจเคยพาลูกหลานไปเที่ยวชมมาแล้ว แต่อีกไม่น้อยก็อาจจะเคยแค่ขับรถผ่านเฉยๆ และคงรู้ว่าข้างในมีหุ่นขี้ผึ้งแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่า มีหุ่นของบุคคสำคัญท่านใดบ้าง


นริด พินิจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนแก้ว ในฐานะเจ้าของพื้นที่จึงขันอาสาบรรยายสรรพคุณว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีดีตรงที่ในเนื้อที่กว้างขวางหลายสิบไร่ถูกบรรจุแน่นด้วยหุ่นชี้ผึ้งรูปเหมือนบุคคลสำคัญทั้งของไทย และต่างประเทศอย่างครบครัน

เริ่มจากหุ่นจำลองวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต โดยเฉพาะในสมัยที่คนไทยยังมีระบบการใช้แรงงานทาสมาจนถึงยุคแห่งการ “เลิกทาส” ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

นอกจากนี้ ยังมีหุ่นของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี หุ่นพระเถระชั้นนำของเมืองไทย หุ่นศิลปินแห่งชาติ หุ่นบุคคลสำคัญของโลก เป็นต้น

เสร็จจากดูหุ่นแล้วก็ยังสามารถไปทำบุญไหว้พระสักการะ “อาจารย์แป๊ะ” วัดสว่างอารมณ์ หรือจะไปลอดโบสถ์ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ที่วัดประชานาถ

ก่อนจะแวะหาอะไรใส่ท้องในร้านอาหารบรรยากาศเงียบสงบริมน้ำริมแม่น้ำนครชัยศรี หรือแวะซื้อส้มโอพันธุ์ดีเป็นของฝากด้วยก็ได้

ที่น่าสนใจอีกที่ คือ “โรงผลิตธนบัตร” ของธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าใครแวะเวียนมาแถวนี้ก็สามารถทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมชมได้ว่ากระบวนการผลิตธนบัตรของไทย (ซึ่งยังปลอมได้ยากอยู่) เป็นอย่างไร

เรียกได้ว่า มาชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งที่เดียว ได้ทั้งความรู้ ความประทับใจ แถมยังมีแหล่งทำบุญ กินข้าว และช็อปปิ้ง ไว้บริการอย่างครบครัน

ขณะที่ พิฑูรย์ พิทยากรศิลป์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งไทย ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ปัจจุบันในพิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งไทยมีหุ่นจำลองบุคคลสำคัญทั้งหมด 120 รูป โดยจัดแบ่งเป็นส่วนแสดงรวมทั้งหมด 8 ชุด

ชุดที่ 1 เป็นชุดบุคคลธรรมดา เป็นหุ่นจำลองเกี่ยวกับแง่มุมชีวิตของคนทั่วๆ ไป

ชุดที่ 2 เป็นชุดพระอริยสงฆ์ จำนวน 15 รูป เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี หลวงปู่ทวด หลวงปู่ศุข เป็นต้น

ชุดที่ 3 เป็นหุ่นจำลองชุดประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งจะมีพระบรมรูปตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 8

ชุดที่ 4 เป็นชุดนิทรรศการ 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ชุดที่ 5 เป็นชุดการละเล่นของไทยในสมัยโบราณ เช่น รีรีข้าวสาร มอญซ่อนผ้า หมากเก็บ จ้ำจี้ หัวล้านชนกัน เป็นต้น

ชุดที่ 6 เป็นชุดวรรณคดีไทย เช่น ชุดสุนทรภู่ ซึ่งมีหุ่นของท่าน และบทประพันธ์เด่นๆ เช่น พระอภัยมณี เป็นต้น

ชุดที่ 7 เป็นชุด “สมเด็จพระปิยมหาราช” มีหุ่นชุดเหตุการณ์ค้าทาส ชีวิตความเป็นอยู่ในยุคสมัยนั้น และการประกาศเลิกทาส

ชุดที่ 8 เป็นชุดบุคคลสำคัญของไทย 3 ท่าน คือ 1.พรานบูรพ์ 2.ครูเอื้อ สุนทรสนาน 3 .ครูไพบูลย์ บุตรขัน บุคคลสำคัญของโลก 3 ท่าน คือ 1.ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น 2.มหาตมะคานธี 3.เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เปิดให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยสามารถเข้าเที่ยวชมได้ไม่ว่าจะมาเป็นครอบครัว เป็นหมู่คณะ นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งบุคคลทั่วไป

นอกจากจะได้รับความรู้จากการชมหุ่นจำลองในพิพิธภัณฑ์ประกอบคำบรรยายแล้ว รอบๆ พิพิธภัณฑ์ยังมีสวนหย่อมริมสระน้ำไว้ให้นั่งพักผ่อนพร้อมอาหารเครื่องดื่มบริการตลอดวัน รวมไปถึงของที่ระลึก และหนังสือเกี่ยวกับประวัติของหุ่นจำลองในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

อริย์ธัช พรอัวโยธิน /พรเพ็ญ หลิมสัมพันธ์

วันที่ 21 มกราคม 2552 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วานนี้ (20 ม.ค.) ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย และนายวันเสด็จ ถาวรสุข รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีใหม่ ไม่เร่งรีบ (Slow Travel) ด้วยการจำกัดความเร็วที่ 70 กม./ชม. ในโครงการ ‘เที่ยวรถไฟครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก’ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขานรับแคมเปญการกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในประเทศของ ททท. สนับสนุนโบกี้พิเศษนำเที่ยวเดือนละครั้ง ตลอดปี 2552

นายวีระศักดิ์ กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่า โครงการ ‘เที่ยวรถไฟครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก’ เป็นการต่อยอดจากโครงการ ‘เที่ยวไทยคึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก’ ซึ่ง ททท. เน้นการสร้างความรู้สึกให้นักท่องเที่ยวเกิดความกระตือรือร้นที่จะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศฟื้นตัวได้ในอนาคต ทั้งนี้ การท่องเที่ยวทางรถไฟ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สอดคล้องกับนโยบายของ ททท. ในการรณรงค์ให้เกิดการท่องเที่ยวแบบประหยัดพลังงาน หรือ พลังงานหาร 100 เนื่องจากได้เดินทางเป็นหมู่คณะ ใช้เวลาทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ และสนุกสนาน เพื่อเป็นการละลายพฤติกรรมตั้งแต่อยู่บนรถไฟ เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ก็สามารถดำเนินกิจกรรมร่วมกันได้ทันที

สำหรับเส้นทางนำร่อง ที่จัดขึ้นระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2552 มี 3 เส้นทางด้วยกันคือ เส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน ตามโปรแกรม ‘ย้อนอดีต นั่งรถไฟไปเล่นกอล์ฟ @ หัวหิน’ ในวันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธุ์ 2552 เหมาะสำหรับนักกอล์ฟที่ต้องการทดสอบฝีมือบนสนามกอล์ฟแห่งแรก และสนามกอล์ฟใหม่ล่าสุดของหัวหิน พร้อมพักค้างคืนในรีสอร์ทหรูแบบพูลวิลล่า

เส้นทางที่ 2 กรุงเทพฯ – สระบุรี ในวันที่ 14 – 15 กุมภาพันธ์ 2552 ตามโปรแกรม ‘เที่ยววาเลนไทน์ สไตล์คาวบอย’ ที่จะจัดให้คู่รักวัยรุ่น วันทำงาน รักต่างวัย หรือคู่รักอมตะ ไปย้อนหาความโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของ จ.สระบุรี พร้อมเดินทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงผจญภัย เพื่อพิสูจน์รักแท้ และเส้นทางสุดท้าย กรุงเทพฯ – ราชบุรี ตามโปรแกรม ‘เที่ยวใกล้ๆ หัวใจเปิดหวูด ถวิลหาอดีต – ราชบุรี’ ในวันที่ 28 – 29 กุมภาพันธ์ เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไปกับครอบครัว ที่ได้ทั้งความสนุก และสาระ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1672.

Posted by: thaisightseeing | January 20, 2009

Dairy and cowbow festivals

Dairy and cowbow festivals

Saraburi province’s Muak Lek district surprises visitors with its own version of country western culture.

Dairy farming has been associated with the rolling hills of Saraburi since the 50s when pioneering farmers experimented with imported cattle. Today it is an important industry that supplies most of the popular milk products that are sold in supermarkets across the country.
Farms are concentrated mainly northeast of Saraburi town in Muak Lek district all the way to the Pak Chong intersection on Highway 2 heading towards Nakhon Ratchashima.

With the mountains of the famous Khao Yai National Park in the distance, diary meadows nestle between hills on both sides of Highway 2.
Not surprisingly, this undulating country is the home of the National Dairy Cows Festival that runs from 16 to 25 January. All of the celebrations and activities that will interest visitors will take place at the foot of Tapan Hill in Muak Lek district, approximately 39 km northeast of Saraburi, or 145 km from Bangkok.
Festivities begin with a royal visit from HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn, who will graciously open the event which will feature seminars, a fair and concerts.

Visitors are probably most familiar with Chok Chai Farm one of the pioneers of the cowboy culture in Thailand. Today the farm has expanded to offer farm tours with various attractions including a zoo that appeals to families and groups. In the grand tradition of the cowboy the ranch is proud of its rustic timber restaurant serving up tender T-bone steaks.

While individual farms in Saraburi run fine restaurants and adopt a country western themes, come 20 January they unite to host the annual Cowboy Night at the Tapan Hill venue in Muak Lek district.

The event launches with dairy cow contests, but quickly takes on a carnival atmosphere with light hearted rivalry to declare who is sporting the best cowboy or cowgirl costumes.

According to Saraburi province’s tourism office the cowboy festival evolves into an amazing scene as hundreds of “Thai cowboys travel from different parts of the country to enjoy country western  music, an exhibition of dairy and beef cow farming, cow contests, whip-cracking, roping and lariat show, and fancy gun handling. The festival venue even uses haystacks instead of tables and chairs.”

Muak Lek district has three resorts, a health spa and a couple of campsites catering to international visitors. The district is best known for its picturesque landscape, vineyards, river rafting, ATV expeditions, hot air ballooning, mountain bike trails and even a farm where children can learn to ride horses.  Most of the resorts are in Muak Lek district on the rural road 2089 that winds around 300-metre high hills from the intersection on Highway 2.

For more details see http://www.toursaraburi.com/eng/tourism-eng/customs&festivals_eng.html

Older Posts »

Categories